BANNER

980 x 260 px

"สมปอง" แจง "ไม่ใช่คนหิวเงิน" หลังเจอ "ติ๋ม ทีวีพูล" แถลงขอตัดขาด ลั่น ไม่เคยขอให้ใช้หนี้ให้


หลังจากที่วานนี้ (4 ก.พ. 65) นางพันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย หรือ "ติ๋ม ทีวีพูล" ได้เปิดใจแถลงข่าวกรณี นายสมปอง นครไธสง (อดีตพระมหาสมปอง) ถอนตัวจากรายการโทรทัศน์ทั้งที่ยังติดสัญญากับทีวีพูลกรุ๊ป เป็นเวลาอีก 2 ปี และขนของออกจากบ้านไปโดยไม่ลา พร้อมประกาศขอตัดขาดกับสมปอง


โดยกล่าวว่า รู้สึกเสียใจ คือว่าสิ่งเขาไม่พอใจ เพราะเขาเป็นทะเยอทะยานอยากรวยเร็วๆ บอกว่าเขามีหนี้มา เพราะเขาไปลงทุนทำสวนยางพารากับครอบครัวเค้า กู้หนี้นอกระบบมา หนี้ทั้งหมด 10 ล้าน 9 แสนบาท เค้าไปซื้อที่ดินสปก.เกือบ 300 ไร่ แล้วทำไม่ได้ หนี้เลยพอก เจอดอกเบี้ยเดือนละ 3 แสน เค้าเป็นลูกศิษย์หลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ ลูกศิษย์หลวงพ่ออลงกตเมตตา เลยช่วยเงินให้มาปิดหนี้ไปส่วนหนึ่ง


จุดแตกหักคือเรื่องเงิน เขาไม่อยากฟัง ก็เหมือนเด็กจึงอโหสิหมด เขาไม่บอกไม่มาลาด้วย เก็บของไปหมด เหลือแต่รูปพี่ไว้ในห้อง ซึ่งเขาอยากรวยมากๆ พี่พยายามจะบอกว่าให้เลือกคบคนที่ดี ก็ไม่ฟัง เรื่องเงินเป็นใหญ่ พี่วางแผนจะใช้หนี้ให้เค้า ก็เลยจะทำรายการให้เขา 3 รายการ ค่าตัวเขาแพงกว่าดาราดังๆอีก ให้คิวละ 5 หมื่น-แสนบาท ทั้งหมดได้ 250,000 เป็นเวลา 2 ปี วางแผนให้หมดแล้ว ในเรื่องของสัญญา คงต้องให้ฝ่ายกฎหมายดู ถ้าจำเป็นก็ต้องฟ้องร้องให้เป็นกรณีศึกษาก็ต้องทำ


ต่อมานายสมปอง นครไธสง ได้ไลฟ์สดชี้แจงว่า ตัวเองยึดตัวเนื้องานที่รับมาเป็นหลัก โดยไม่ได้ขึ้นค่าตัว หรือ เป็นคนหิวเงินตามที่โดนกล่าวหา ย้ำว่าไม่ได้ให้ใครใช้หนี้ให้ ผมทำงานใช้หนี้ครับ


ตนเองมองว่าการทำรายการในรูปแบบเดียวกันถี่เกินไปอาจจะไม่ดี ซึ่งได้มีการพูดคุยกับคุณเต้ (ลูกชาย ติ๋มทีวีพูล) ถึงเรื่องสัญญาก่อนแล้ว โดยมีการร่างสัญญาฉบับใหม่แล้ว แต่ตนเองยังไม่ได้เซ็น


ส่วนประเด็นที่ข้อกังขาว่าเข้าไปแวดวงสีเทานั้น ขอยืนยันว่าไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว ตนค่อนข้างซีเรียส พร้อมยืนยันไม่ยุ่งกับยาเสพติดและธุรกิจผิดกฎหมาย ไม่ยุ่งเกี่ยวธุรกิจสีเทาแน่นอน ซึ่งทุกเรื่องราวมีบทเรียนให้กับตน แค่เดือนกว่าๆ มีเรื่องราวบทเรียนให้ตนมากมาย


ทั้งนี้ยืนยันยังเป็นสมปองคนเดิม อยู่บนพื้นฐาน จริงใจ ตั้งใจ โดยทำงานเต็มที่ บนพื้นฐานของความสุข จะสร้างความสุขให้แก่ทุกท่าน


นายสมปองกล่าวว่า เรื่องเข้าไปอยู่ที่บ้านก็เป็นเรื่องจริง แต่ถามว่าไปขอไหม ก็ไม่ได้ไปขออย่างนั้น เป็นการมีน้ำจิตน้ำใจ เขาเสนอมา ตนอาจจะมีวาสนาได้อยู่แค่เดือนเดียว ประเด็นเรื่องเสื้อผ้า 8 หมื่นบาท ตนไม่รู้ราคา ใส่อะไรก็ได้


“ผมเป็นพระมาตลอด ก็ไม่ได้มีชุดสำรอง ไม่รู้ราคา ไปถึงสหพัฒน์ฯ ผมก็ไลฟ์ให้เลย เพราะผมรู้ว่าไลฟ์ของผมก็จะเป็นประโยชน์ต่อที่นั่น ผมก็ไลฟ์ให้โดยที่ไม่ต้องร้องขอ ส่วนเสื้อผ้าผมไม่รู้หรอกครับว่าอะไรถูก อะไรแพง ผมใส่อะไรก็ได้ ผมบอกด้วยซ้ำว่าเลือกให้ผมเลย ออกแบบให้ผมด้วย ผมแล้วแต่เลย ต่อให้วันนั้นให้ผมแค่ 1-2 ตัวผมก็แล้วแต่ ผมไม่รู้ราคาด้วยว่าวันนั้นทั้งหมดเท่าไหร่ แต่ทราบว่ามีส่วนลดให้ ผมก็ตอบแทนด้วยการไลฟ์ให้”


นายสมปอง กล่าวถึงเรื่องหนี้ ยืนยันว่า ผมไม่ได้เอาเงินออกมาจากพุทธศาสนา เมื่อเป็นหนี้ก็ต้องรับผิดชอบ แล้วทำไมถึงเน้นเรื่องของเงิน ก็เพราะต้องหาเงินไปใช้หนี้ แต่ไม่ค่อยชอบการได้เงินมาเปล่าๆ จะได้เงินก็ต่อเมื่อทำงาน ทำประโยชน์ให้เขาก่อนแล้วได้เงินมา เมื่อมีหนี้ก้อนใหญ่ก็ต้องทำงานใช้หนี้ แต่จะไม่ให้คนเอาเงินมาใช้หนี้ให้ อยากจะทำงานใช้หนี้เอง


“เป็นความจริง งวดแรก 1 ล้านบาท เดือนละ 2.5 แสน 4 เดือน ผมเพิ่งทราบจากเลขาผมเองว่า ผมไม่ได้ใช้เงินก้อนนั้นเลย เขาไปใช้หนี้ให้เลย ซึ่งก็ขอบคุณครับ วันนั้นผมก็แจกเงินทีมงานได้เงินมาล้านนึง เอาไปคนละ 500 คนละ 1,000 ผมเพิ่งรู้ว่าอ้าว วันนั้นเป็นเงินทำงานผม ไม่ใช้เงินก้อนนั้นด้วย เพราะเงินก้อนนั้นเขาเอาไปใช้หนี้ให้เลย ผมทำงานเพื่อใช้หนี้ พี่สาวท่านนั้นไม่ได้ใช้หนี้ให้ผมนะครับ แต่เป็นเงินที่ผมทำงานมา แต่ถ้าผมยังทำงานไม่ครบ ผมก็มีแชตไปหาเลย” ก่อนจะเปิดแชตอ่าน


“ส่วนเรื่องงานเอาตามที่พี่บอกได้เลยนะครับ จ่ายผมเป็นงานๆ ก็ได้ครับ ตามเห็นสมควรจะตกลงกันเป็นงานๆ เป็นครั้งไป ซิตคอมครั้งละเท่าไหร่ รายการไลฟ์ครั้งละเท่าไหร่ รายการทีวีครั้งละกี่บาท ส่วน 1 ล้านบาทค่อยหักกับค่าตัวผมที่เราจะกำหนดตามเรตของผมในปัจจุบันก็ได้ครับ ก็เอาตามนั้น ถ้าพี่เขาไม่สะดวกตามเรตจะลดหย่อนก็ได้”


นายสมปอง ยังกล่าวขอบคุณที่คอยสั่งสอนตนมาตลอด ส่วนเรื่องการคบใคร ขอตัดสินใจไตร่ตรองด้วยตัวเองว่าจะคบใครอย่างไร ตนจะคบคนดี มีน้ำใจ รักตน หวังดีกับตนอย่างแน่นอน


“ขอบคุณพี่และลูกชายและทุกท่านในบริษัทนั้นมากๆ ผมชอบทำงานครับ งานคือชีวิตของผม มีงานอะไรผมเต็มที่ครับ ที่ผมทำงานหนักไม่ใช่เพราะผมหิวเงิน ผมทำงาน ผมทำประโยชน์ให้ก่อน ให้เหมาะสมกับความเหนื่อยของผม แล้วผมก็เอาไปใช้หนี้ หรือใช้จ่ายกับทีมงานผม ผมไม่ได้ทิ้งใครเลยตั้งแต่ผมออกมา”


“ฟังดูแล้วผมกลายเป็นคนโลภ บวชมา 30 ปีไม่ไดัช่วยอะไร ถ้าผมอยากรวยจริงๆ ผมคงไม่บวชเป็นพระ สิ่งที่ผมเรียนมา สังคมสงเคราะห์ก็ไม่ได้ทำให้ผมรวย วงการที่ผมอยู่ก็ไม่ได้เอื้อให้ผมรวยอยู่แล้ว ผมออกมาเป็นหนี้ติดตัวมา ผมก็ชดใช้อยู่แล้ว อย่ามองว่าผมเป็นคนหิวเงิน ย้ำนะครับไม่มีใครใช้หนี้ให้ผม ผมทำงานใช้หนี้ ที่เหลืออยู่ถ้ามันยังไม่คุ้มกับเงิน 1 ล้านบาทจะให้ผมใช้เป็นเงิน หักจากบัญชีที่ผมทำงานให้ไปแล้ว หรือจะให้ผมทำงานให้ได้หมดเลย ผมคุยกับคุณเต้(ลูกขายติ๋ม) แล้วด้วยเรื่องนี้ ซึ่งคุณเต้บอกว่าเรื่องเงินไม่ใช่ประเด็น เราก้าวผ่านเรื่องนั้นไปแล้ว”


นายสมปอง ชี้แจงว่า สัญญา ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ ทำงานแล้วไม่เป็นตัวของตัวเอง จึงขอเปลี่ยนสัญญาใหม่ ซึ่งสุดท้ายตนเองก็ยังไม่ได้เซ็น


“คุยกันไปมาก็มีมาให้เซ็น คือทีมงานผมที่ไปเซ็นคิดว่าเดือนละล้านด้วยซ้ำ แต่จริงๆ มันคือ 4 เดือนล้าน (เดือนละ 2.5 แสน) มันก็ไม่ใช่ปัญหา ผมอ่านดู ทีมงานช่วยกันดูแล้วก็เซ็นไป แต่งานแรกคือไปถ่ายซิทคอม ตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า ทำงานจริงๆ 9 โมงเช้าจนถึงตี 2 แต่ยังเหลือนักแสดงอีกท่านนึง ซึ่งดูแล้วตี 4-ตี 5 แน่นอน เลยไปขอท่านนั้นว่าครั้งหน้าไหม เพราะทีมงานผมง่วงแล้ว เสียงผมก็หายแล้ว แล้วมันก็หายต่อเนื่องถึงวันนี้ ที่มีคนบอกว่าเสียงผมเหมือนเป็ด เสียงแหบๆ วันนั้นก็มีส่วนอย่างมาก วันนั้นเสียงหมดเลยครับ แต่ไม่มีปัญหา ผมเค้นเสียงได้ ผมรู้สึกว่า ผมทำงานให้ใคร มันต้องคุ้มค่าเขา ผมต้องได้ใช้ศักยภาพของผม ความเป็นตัวตน ความสนุกของผม มีเอนเนอจี้ของผมอย่างเต็มที่ แค่เสียบแหบพลังมันก็ลดลงไปเยอะมากๆ แล้วครับ ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวผม ผมก็ทบทวนแล้วว่ามันไม่ใช่ เราคงทำงานให้เขาได้ไม่เต็มที่ ผมก็รู้สึกว่าจะมาเสียเงินให้เราทำไม ถ้าเราทำงานให้เขาไม่คุ้ม เราไม่ควรจะอยู่ตรงนั้น ควรจะให้คนที่คล่องกว่าทำ ผมก็เลยยื่นเรื่องไป”


นายสมปองกล่าวว่า ได้บอกกับคุณเต้ว่า ไม่สบายใจตรงนั้นตรงนี้ (สัญญา) ก็เลยเกิดการคุยกันเพื่อเปลี่ยนแปลงสัญญา ว่าวันมันเยอะไป หรือรายการมันซ้ำกัน มันถี่ไป จะเดือนละครั้งไหม รายปักษ์ไหม หรือเต็มที่อาทิตย์ละครั้งไหม ก็พูดคุยกัน คุยกันว่าอะไรที่ให้ได้อะไรให้ไม่ได้ แต่ยังไม่ได้เซ็น เพราะอยากรอบคอบเพราะครั้งแรกที่เซ็นไปเราดูไม่ละเอียด มันไปไหนไม่ได้ มันติดอยู่ตลอด 7 วัน เรื่องนั้นตนไม่มีปัญหา แต่ได้ทำประโยชน์ได้เต็มที่ไหม คุ้มค่าเงินที่เขาจ่ายไหม และเป็นตัวเราไหม “เรื่องค่าตัวไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือมันใช่ตัวตนผมไหม ผมไม่ได้หิวเงิน มันเป็นเรื่องของเนื้องานเป็นหลัก เป็นเรื่องความไหว-ไม่ไหว ของผมด้วย”


นายสมปอง กล่าวว่า ตนซีเรียสและจริงจังเรื่องคบคนสีเทา ทำธุรกิจสีเทา ยืนยันว่าไม่ได้เป็นอย่างนั้น


“อาจจะมีการแซวเรื่องตู้ไวน์ พี่เขายังให้ผมชิม แล้วบอกว่าไวน์มันเป็นเครื่องดื่มคนชั้นสูง ผมยังสวนไปเลยว่าอร่อยตรงไหน แล้วคนจนดื่มไม่ได้เหรอครับ ก็ขำๆ กัน รู้สึกเป็นน้ำผลไม้ด้วยซ้ำ ผมไม่กินเหล้า ไม่เจ้าชู้ เรื่องจริงครับ ที่พี่เขาบอกว่าขอตู้ไวน์เอาไว้นอนดู ผมไม่ค่อยได้ดื่ม ผมจะไม่ดื่มถ้าไม่ได้เข้าสังคม ซึ่งผมก็ไม่ค่อยได้ออกด้วย ผมไม่ยุ่งกับยาเสพติดแน่นอน อะไรที่ผิดกฎหมายยิ่งไม่ต้องพูดถึง ชัดเจน คบคนสีเทา ทำธุรกิจสีเทาผมไม่ยุ่ง ส่วนคบคนจะสีเทาไหม ผมอาจจะไม่ได้เช็คประวัติอะไรขนาดนั้น ซึ่งต่อไปผมอาจจะเช็คก็ได้ แต่ผมไม่มีปัญหานะครับกับคนสีเทา”


ส่วนเรื่องหนี้สิน เป็นเพราะไปซื้อที่ดินให้ครอบครัวปลูกสวนยาง ซึ่งไม่มีอะไรเป็นของตน


“พ่อแม่พี่ๆ คนบ้านนอกบ้านนา ก็เป็นที่ดินธรรมดา มันไม่มีอะไรที่เป็นของผมอยู่แล้ว ผมก็เป็นพระ อีกเรื่องมันก็ไม่ใช่ความผิดนะ กับการอยากได้เงินเยอะๆ 3 เดือน 100 ล้านจริงไหม ถ้าใครตั้งเป้า มันก็เป็นเป้าหมายของเขา มันเป็นแรงผลักดันของคนที่จะทำให้ไปถึงเป้าหมาย ผมว่ามันก็เป็นเรื่องธรรมดา เงินไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราอยากได้ ต้องใช้เงิน มันไม่ใช่ว่าต้องได้ 100 ล้าน จริงๆ กึ่งแซวกึ่งขำกันไป แต่ถ้าใครจะจริงจังมันก็เป็นสิทธิ์ เป็นแรงผลักดันของคนๆ นั้น ไม่ใช่ว่าคนที่ตั้งเป้าอย่างนี้แล้วเขาจะเป็นคนไม่ดี”


ดู 0 ครั้ง0 ความคิดเห็น

BANNER

980 x 260 px